596 คำ
3 นาที
เมื่อ AI Assistant อยากรู้จักเรามากขึ้น : ตอนที่ 1 — DISC
สารบัญ

ที่มาของ series นี้#

ตอนปีใหม่ 2026 ที่ผ่านมา ใครๆก็คงเห็นว่า AI assistant มัน mainstream มากแล้วครับ คนรอบตัวผมที่ปกติไม่แตะ tech อะไรเลย ก็เริ่มเปิด Claude คุยกันเป็นเรื่องปกติ ผมเองที่ใช้มาตั้งแต่ยุคแรกๆ ก็ยังตื่นเต้นว่ามันไปไกลขนาดนี้แล้วเหรอวะ 555+

ช่วงนั้นผมเลยลอง Google Antigravity แบบจริงจัง ตั้ง folder เป็น workspace ใส่ MD files ไว้เป็น context เอ้า ลองต่อ MCP โน่นนี่ ลองดูว่ามันจะช่วยจัดการชีวิต-ธุรกิจได้แค่ไหน

ปัญหาคือ ใช้ chat แบบ default เนี่ย มันรู้สึกไม่ค่อยใช่ ตอบเหมือนคุยกับ customer service ที่ไม่รู้จักเราเลย ผมเลยลองสร้าง personality ของ bot ขึ้นมาเอง อยากให้มันรู้จักผมก่อน จะได้คุยถูกเรื่อง คุยถูกประเด็น ไม่ต้อง explain ตัวเองใหม่ทุกครั้ง

แล้ว AI assistant ที่ผมสร้างนั่นแหละ ที่เสนอมาว่า “ลองทำ personality test ผ่านการสัมภาษณ์กันดูไหม จะได้บันทึกไว้ว่า EXTRA เป็นคนแบบไหน เวลาคุยกันต้องคิดยังไง พูดยังไง” ฟังแล้วก็เออ น่าสนใจดี

นั่นแหละครับที่มาของ series นี้ — เริ่มจาก DISC ก่อน เพราะเป็นตัวง่ายสุดของทั้ง 5 framework ที่จะเล่า เขียนเก็บไว้ทั้งให้คนอ่าน และให้ตัวเองกลับมาอ่านได้ในวันที่หลงทาง

DISC คืออะไร#

DISC ไม่ใช่ของใหม่ครับ คนคิดคือ William Moulton Marston นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Emotions of Normal People ตั้งแต่ปี 1928 (ใช่ ร้อยปีแล้ว) คนเดียวกับที่คิดเครื่องจับเท็จ และเป็นคนแต่ง Wonder Woman ด้วยนะ คนเดียวเลย 555+

ไอเดียหลักของ DISC คือ พฤติกรรมของคนแบ่งได้เป็น 4 styles:

  • D — Dominance — เน้น task, active เร็ว ตัดสินใจเร็ว ชอบควบคุม
  • I — Influence — เน้น people, active ช่างคุย ชอบโน้มน้าว มี energy สูง
  • S — Steadiness — เน้น people, reserved ใจเย็น สนับสนุนคนอื่น ชอบ harmony
  • C — Conscientiousness — เน้น task, reserved ละเอียด แม่นยำ ชอบ data

ถ้าวาดเป็น quadrant 2 แกน — แนวตั้งคือ Task / People แนวนอนคือ Reserved / Active — จะได้ภาพประมาณนี้ครับ (ใส่ ดินน้ำลมไฟ ไว้คู่กันด้วย เผื่อใครเรียนมาในชื่อนั้น)

DISC 4 Quadrants — แกน Task/People (Y) กับ Reserved/Active (X), ผมอยู่ใน First Quadrant ไฟ · D

จุดที่หลายคนเข้าใจผิดคือ คิดว่าคนนึงเป็นแค่ตัวเดียว จริงๆแล้วทุกคนมีทั้ง 4 ตัวอยู่ในตัวครับ แค่จะมี 1-2 ตัวที่ขึ้นมาสูงกว่าตัวอื่น ซึ่งจะกลายเป็น “style หลัก” ที่คนรอบข้างเห็นเวลาเราทำงาน

ส่วนแบบทดสอบ DISC สมัยนี้ก็มีหลายค่ายมากครับ ที่ดังๆก็ Everything DiSC ของ Wiley, ของ TTI Success Insights, แล้วก็มีอีกหลายเจ้าที่ทำ assessment ขายเป็นธุรกิจไปเลย แต่ละค่ายก็จะมี wording และ subcategory ต่างกันไปนิดหน่อย แต่หลักการ 4 styles หลักเหมือนกันหมด

ผมไป test ออกมาเป็น High D — ตัวสูงสุดคือ D, รองลงมาคือ C

เห็นในชีวิตจริงยังไง#

จริงๆก่อนจะมารู้จัก DISC ในชื่อ DISC ผมเคยเจอ framework แบบนี้มาก่อนนานแล้วครับ ในชื่อ “ดินน้ำลมไฟ” ที่มีคนสอนแบบง่ายๆ ทำแบบทดสอบสั้นๆแค่ 2 แกน — คุณโฟกัสคนหรืองานมากกว่า กับ Extrovert หรือ Introvert มากกว่า — ตอบไปไม่กี่ข้อก็รู้ผล ผมออกมาเป็น “ไฟ” ซึ่งก็คือ Dominance นั่นแหละ

แล้วในไทยอีกค่ายก็มีแบบเรียกเป็นสัตว์ ที่จำได้ลางๆคือมี อินทรี นกยูง หนู นกฮูก หรือบางตำราใช้ กระทิง แทนเป็นตัวแทนของพลังตรงไปตรงมา (variation เยอะมาก ตำราใครตำรามัน) จุดที่จำได้ชัดคือ อินทรี / กระทิง = ไฟ = D เป็นตัวเดียวกันหมด แค่เปลี่ยน packaging ให้คนเข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้นเอง — ใส่ทั้งสองชื่อไว้ตรงนี้ คนจะได้ relate กับแบบที่ตัวเองรู้จักมา

กลับมาที่ตอน bot สัมภาษณ์ผม คำถามที่ถามมาก็เป็นเรื่องการตัดสินใจ การบริหารงาน การบริหารคน ผมตอบไปสั้นๆว่า “สลับหมวกชัดเจน” คือตอนทำงานก็คืองาน Result-Based ไม่เอาอารมณ์ ไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวมายุ่ง ดีก็ดี ห่วยก็ห่วย พูดตรงๆ คนไทยส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยชอบหรอกครับ แต่ผมก็ไม่ค่อยสนใจสักเท่าไร เพราะถ้าจะคิดเรื่องงาน แล้วต้องเอาปัจจัยอื่นๆมาผสมไปด้วย มันสับสนเปล่าๆ

หลักของผมคือ frame ปัญหาให้ถูกก่อน ถ้าโจทย์คือ “จัดการคน” — คนคือปัจจัยหลัก ก็เอาคนมาคิด แต่ถ้าโจทย์คือ “หาวิธีแก้ปัญหา” — ก็คิดแบบ logical ที่สุด แค่นั้นเอง คนละโหมดกัน อย่าเอามาปนกัน

หลังจากผมตอบไปสักพัก bot ก็สรุปว่าผมเป็น D ชัดเจน แล้วก็อธิบายคาแรกเตอร์ของ D ออกมาให้ฟัง สำหรับใครที่ไม่คุ้นกับ DISC ลักษณะ D คร่าวๆคือ ห่วงเวลา (ไม่ชอบเสียเวลา) ขี้รำคาญเวลาคนพูดยืดยาว เป้าหมายสำคัญกว่ากระบวนการ สื่อสารตรง ไม่ทอน และพร้อมเปลี่ยนวิธีถ้าวิธีเดิมไปไม่ถึงเป้า ฟังจบก็ได้แต่นั่งพยักหน้า เออ ตรงเลยว่ะ

สิ่งที่เปลี่ยน หลังรู้ว่าเป็น D#

พอยืนยันแล้วว่าเป็น D เต็มตัว ผมก็เริ่มปรับชีวิตประจำวันให้หงุดหงิดน้อยลง สิ่งที่ทำชัดๆคือ

  • สวิทช์หมวกให้ชัด ระหว่างโหมดงานกับโหมดส่วนตัว ลูก ครอบครัว เพื่อน คนละหมวก คนละเหตุผล อย่าเอา logic การทำงานไปใช้กับลูก แล้วก็อย่าเอาความเป็นพ่อมาตัดสินใจเรื่องงาน
  • กัน interrupt ที่ไม่จำเป็น ใครจะเข้ามาขัดต้อง สำคัญ / เร่งด่วน / จำเป็น อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ใช่ก็ hold ไว้ก่อน รวมเป็นรอบเดียวมาคุยทีหลัง
  • ขอ structure ตอนคนเล่า สาระก่อน เป้าหมายก่อน ปัจจัยก่อน เรื่องเล่าค่อยตามมา ถ้าผมสงสัยตรงไหนผมจะถามเอง ไม่ต้อง preload context ยาวๆเผื่อไว้

อีกอย่างที่ตามมาคือ ผมเริ่มสนใจอีก 3 styles ที่เหลือเพื่อทำงานกับคนได้ราบรื่นขึ้น เพราะคนไทยส่วนใหญ่เป็นธาตุน้ำ คือ S (หนู) ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับ D เลย เน้นความสัมพันธ์ ไม่ชอบ conflict ใจเย็น ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ ถ้าผมไม่เข้าใจ S ผมก็ทำงานกับคนรอบตัวไม่ได้ ทั้งทีมงาน พาร์ทเนอร์ ลูกค้า ส่วนใหญ่ก็เป็น S ทั้งนั้น

แต่ทั้งหมดนี้มันยังขึ้นกับ Position อยู่ดีนะครับ ว่าตอนนั้นเรากำลังมีปฏิสัมพันธ์กันในฐานะอะไร — boss-ลูกน้อง / peer / customer-supplier / partner — DISC เป็นแค่ lens ตัวนึงที่ทับลงไปบน position อีกที ไม่ใช่ตัวตอบทุกคำถาม

เลยกลายเป็นว่าผมศึกษาพฤติกรรมทั้ง 4 styles ค่อนข้างเยอะ เพื่อเลือกใช้ตามสถานการณ์ — บางทีต้อง รับมือ บางทีต้อง หลีกเลี่ยง บางทีต้อง ปะทะตรงๆ บางทีต้อง บริหารจัดการ ใช้คนละไม้กันหมด นี่แหละจุดที่ผมว่า DISC ทรงพลัง — เข้าใจง่าย จำได้ ใช้จริงในชีวิตประจำวันได้เลย ไม่ต้องลึกเหมือน Enneagram ไม่ต้องมีกลิ่นสาย mystic เหมือน Human Design

แล้วยังไงต่อ#

ตัวที่ยังคุมไม่อยู่คือ — เจอคนเล่ายืดยาวไม่เข้าประเด็น ยังหงุดหงิดเหมือนเดิมครับ 555+ โดยเฉพาะคนธาตุลม (I) ที่พูดไม่หยุด วนเรื่องตัวเองอยู่นั่นแหละ

แต่จะฝืนคุมตัวเองไปทำไมล่ะ — DISC มันเป็น position-aware framework อยู่แล้ว ผมแค่ดูก่อนว่าผมอยู่ในฐานะอะไรกับคนตรงหน้า

ถ้าผมเป็นฝ่ายที่ต้องไปรับมือเขา (ลูกค้า, partner ที่ต้อง win over, คนที่ผมต้องการอะไรจากเขา) — ผมก็ปรับ เก็บ D ไว้ก่อน เปิดโหมดฟัง. ถ้าเป็นเขาที่ต้องมาทำงานกับผม (ทีม, คนที่ผมจ้าง, คนที่ขอใช้เวลาผม) — ผมก็เซตกฎให้ชัดตั้งแต่แรกเลยว่าทำงานกับผมต้องสื่อสารยังไง สั้นแค่ไหน. ถ้าทำไม่ได้ทั้งคู่ — ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า 555+ ไม่ใช่ทุกคู่ต้อง click กัน

bot ปรับ communication ให้#

ผลพลอยได้ที่ผมไม่ได้คาดมาก่อนของการให้ bot ทำ test กับเรา คือ bot มันปรับวิธีคุยของมันเองทันทีหลัง assessment จบ

หลังรู้ว่าผมเป็น D — bot คุยกับผมเป็น bullet point ตั้งแต่นั้นมา สั้น กระชับ เข้าประเด็น ไม่ปูพรมยาว ไม่เปลือง token ในสมองผมเปล่าๆ พอผมถามรายละเอียด มันค่อย expand เป็น step-by-step ที่คิดมาแล้ว ไม่ improvise ไปเรื่อย

นี่แหละจุดที่ผมว่าการคุยกับ AI assistant ที่เรา customize เอง มัน work กว่า ChatGPT default เยอะ — เพราะมันรู้แล้วว่า counterpart ของมันเป็นคนแบบไหน จะใช้ format ไหนถึง land

Series นี้ก็เลยเขียนคล้ายๆกัน ทุกตอนมีโครงเดียวกัน — ทฤษฎีคร่าวๆก่อน → ตัวอย่างจริงในชีวิตผม → insight ที่ได้ → next ไม่ต้องเดาว่าตอนต่อไปจะหน้าตายังไง


อ้างอิง#

Next → ตอนที่ 2 — DISC บอกว่าคนอื่นเห็นเรายังไง แต่ในหัวเราจริงๆ คิดอะไรอยู่ตลอด อันนั้น MBTI ตอบได้ละเอียดกว่า → MBTI INTJ — วิธีคิดของผม